Digiqole ad

“กามาสุดติ่ง” หากศีลข้อ 3 ไม่กลับมา โลกาจะเปื้อนน้ำกาม

 “กามาสุดติ่ง” หากศีลข้อ 3 ไม่กลับมา โลกาจะเปื้อนน้ำกาม
Social sharing

           “กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี (สิกฺขาปทํสมาทิยามิ)”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กำหนดศีลข้อที่ 3 นี้ไว้ เพื่อมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันการผิดประเวณี ป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ และทำให้มนุษย์ยังคงมีความเป็นมนุษย์ ไม่ประพฤติต่ำทรามเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน

แต่ยามนี้ในสังคมไทยุคโลกออนไลน์กลับดูเหมือนว่า ผู้คนจะออกศีลข้อ3 สังเกตได้ว่าเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ ล่วงละเมิดทางเพศ ที่มีทั้งหญิงชาย ทารุณกรรมทางเพศ ฆ่าข่มขืน ค้าประเวณี ฯลฯ มีให้เห็นไม่เว้นในแต่ละชั่วโมง ไม่ใช่ในแต่ละวันเหมือนแต่ก่อนด้วยซ้ำ ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกละคร

ปฐมบทคดีดังสะท้านสยามฆ่าข่มขืน

“คดีพรหมพิราม” คดีเชย่าขวัญสุดลือลั่นสนั่นเมืองไทย เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน  เป็นคดีรุมโทรมแล้วฆ่าใน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก วันที่ 27 กรกฎาคม 2520 ผู้เสียหายเป็นหญิงผู้หนึ่งซึ่งถูกชาวบ้านอำเภอดังกล่าวร่วมกันชำเราแล้วบีบคอตาย ก่อนนำศพมาวางให้รถไฟทับขาดเพื่ออำพรางคดี แต่ตำรวจไม่ยอมดำเนินคดี เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของผู้กระทำความผิด จึงยุติคดีว่าเป็นอุบัติเหตุ จนชาวบ้านบางกลุ่มจากอำเภอเดียวกันนำเรื่องร้องเรียนสื่อมวลชน ทำให้สื่อมวลชนสืบสวนและตีแผ่ นำมาสู่การรับรู้และความสนใจในวงกว้าง ตำรวจจึงจำต้องรื้อฟื้นขึ้นสืบสวนใหม่ ทั้งนี้การสืบสวนของตำรวจพบว่า ผู้ก่อเหตุมีมากถึง 30 คน แต่ที่สุดแล้ว ดำเนินคดีและลงโทษได้ราว 10 คน ที่เหลือต้องปล่อยไปเพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ

คดีนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นนวนิยายเชิงอาชญวิทยา เรื่อง พรหมพิลาป” โดย “นที สีทันดร” นามปากกาของ “สันติ เศวตวิมล” และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “คืนบาปพรหมพิราม” ออกฉายในวันที่ 25 กรกฎาคม2546 สามารถคว้า 5 รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2546 ทั้ง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

           “อธิป-นวลฉวี” ที่สุดคดีฉาว “หมอ-พยาบาล”

จากเรื่องจริงที่เป็นคดีพิศวาสฆาตกรรมอันลือลั่น เมื่อ พ.ศ.2502 คือ คดี “นวลฉวี เพชรรุ่ง” พยาบาลแห่งโรงพยาบาลยาสูบซึ่งผูกสมัครรักใคร่กับ “อธิป สุญาณเศรษฐกร” นายแพทย์โรงพยาบาลรถไฟ แต่อธิปไม่ต้องการผูกพันด้วยและมีผู้หญิงอื่น จึงหลอกหลวงทำร้ายและที่สุดก็จ้างคนมาฆ่าโยนศพทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงสะพานนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สุดท้ายหมออุทิศถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต จากนั้นใน พ.ศ.2528 ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “นวลฉวี” ที่ส่งให้ สินจัย  หงษ์ไทย (เปล่งพานิช) ที่รับบทเป็นนวลฉวี ได้รับรางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ส่วน “อภิชาติ หาลำเจียก” แจ้งเดิดในการวงการบันเทิงกับบทหมออธิป  และ พ.ศ.2546 สร้างเป็นละครเรื่อง “ปมรักนวลฉวี” โดยมี “ใหม่ เจริญปุระ” รับบทนวลฉวี และ “อำพล ลำพูน” รับบทหมออธิป ออกอากาศทางช่องไอทีวี

“เจนจิรา-ผัสพร” พิศวาสฆาตกรรมซ้ำรอย “นวลฉวี”

นอกจากยังมีอีก 2 คดีดังที่เกี่ยวหมอที่น่าสนใจคือ ในปี 2541 เมื่อนักศึกษาแพทย์ “เสริม สาครราษฎร์” ฆ่าหั่นศพ ”เจนจิรา พลอยองุ่นศรี” แฟนสาวที่เป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นพี่  ชนวนพิศวาสฆาตกรรมมาจากความรักที่ระหองระแหง โดยก่อนหน้านี้ ทั้งคู่มีปากเสียงกันมาหลายครั้งหลายครา และยังตกลงเรื่องราวของความสัมพันธ์ในหัวใจที่ค้างคากันมานาน 2 ปีไม่สำเร็จ ฝ่ายหญิงยังยืนยันขอแยกทางกับฝ่ายชาย เนื่องจากรู้สึกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นิสัยฝ่ายชายเป็นเครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีว่าเข้ากันไม่ได้กับเธอเลยแม้แต่น้อย

บทสรุปคือ ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต! แต่ปัจจุบัน เสริมได้พ้นโทษเมื่อเดือนธันวาคม 2555 และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่เป็น “ไชยา ตันทกานนท์” เคยสมัครเป็นวิสามัญสมาชิกเนติฯ แต่ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับ  ด้วยเหตุผลที่ว่าเคยมีคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป ถือว่ามีมัวหมอง

อีก 1 คดีดังคือ  ปี 2544 “นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ” ฆาตกรรม (ซ่อนเงื่อน) ภรรยา “แพทย์หญิงผัสพร บุญเกษมสันติ” เหตุจากที่ฝ่ายหญิงทราบว่า ฝ่ายชายไปคบหากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนไข้ จึงถูก ฝ่ายหญิงข่มขู่ว่าจะนำเรื่องร้องเรียนแพทยสภา กระทั่ง ฝ่ายชายยินยอมทำบันทึกตกลงว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นอีก

บทสรุปคือศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ สั่งประหารชีวิตนายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ชี้พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีพยานแวดล้อม ลำดับขั้นตอน วางยา ฆ่า และหั่นศพแพทย์หญิงผัสพร ภรรยา อย่างชัดเจน โดยข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2557 หลังจากที่ น.พ.วิสุทธิ์ จำคุกมาแล้ว 10 ปี 7 เดือน 25 วัน จึงได้รับอภัยโทษมาแล้วหลายครั้ง เหลือโทษจำคุกอีก 3 ปี 1 เดือน 20 วัน ซึ่งเข้าข่ายได้รับการพักโทษ เพราะเหลือโทษอีกไม่ถึง 5 ปี ในช่วงพักโทษ นพ.วิสุทธิ์ อยู่ในการดูแลของกรมคุมประพฤติ โดยจะต้องไปรายงานตัวและประพฤติตัวตามเงื่อนไขของกรมคุมประพฤติ โดยครบกำหนดพ้นโทษจริงในเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2560

                     “แรงเงา” ละครสะท้อนเมียหลวง-เมียน้อยในวงข้าราชการ

เป็นเรื่องราวคาราคาซังมาทุกยุคทุกสมัย กรณีข้าราชการทั้งชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยนิยมมี “บ้านเล็ก”  “เมียเก็บ” “ภรรยาลับ” “อนุภรรยา”  หรือเรียกกันตรง ๆ แบบไม่ต้องอ้อมคือ “เมียน้อย” ก็ต้องบอกว่ามีทั้งถูกหลอกทั้งเต็มใจยอมรับสภาพเมียน้อย เพราะมีสายป่านยาว ฝ่ายชายมีเงินเดือนประจำและพอเกษียณอายุยังมีบำเหน็จบำนาญอีก ยิ่งถ้าเป็นข้าชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว ก็จะมีเบี้ยบ่ายรายทางอีกเพียบ เหมือนข่าวดังของข้าราชการระดับอธิบดีผู้หนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้

เป็นที่ซุบซิบนินทากันว่า ผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการ หลายคนมี “เมียน้อย” ซึ่งแหล่งข่าววงในรายหนึ่งระบุว่า มีทั้งระดับดารา นางงาม นางแบบ  โดยมีดาราที่มาจากนางงามคนหนึ่ง ยามนี้อู่ฟู่มาก ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ เพราะจับพลัดจับผลูไปเป็นบ้านน้อยของหัวหน้าระดับสูงลิ่ว เท่านั้นยังไม่พอเธอยังพาสมัครพรรคพวกมาเป็นบ้านน้อยให้กับกลุ่มของหัวหน้าส่วนราชการท่านนี้ ฝ่ายชายยังสายเปย์ดึงงบประมาณโครงการต่าง ๆ มาให้ฝ่ายหญิงทำ ซึ่งได้จัดงานทีมงานมารับงานไป ทั้งฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงกินหัวคิวกันไปสบายใจเฉิบ

ละครเรื่อง “แรงเงา” บทประพันธ์ของ “นันทนา วีระชน” ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และลครอยู่หลายครั้ง แต่เวอร์ชั่นที่เรียกว่า “หยุดโลก” ทำเอาถนนหนทางในกรุงเทพฯ ว่าในช่วงเวลาออกอากาศ กระทั่งเรียกว่า “วันแรงเงาแห่งชาติ” คงหนีไม่พ้นเวอร์ชั่นในปี 2555 ที่เมียหลวง “นพนภา” รับบทโดย “ธัญญ่า-ธัญญาเรศ รามณรงค์ (เองตระกูล)” เมียน้อยรับ “มุนินทร์-มุตตา” รับบทโดย “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ (อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร) ส่วนฝ่ายชายตัวต้นเหตุที่รับบทเป็น “เจนภพ” หัวหน้าส่วนราชการคือ ปี๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์ ที่ถูกตั้งฉายาว่าเป็น “สามีแห่งชาติ” พร้อมกับแบ่ง “ทีมเมียหลวง” กับ “ทีมเมียน้อย” ด้วย ผลงานเวอร์ชั่นนี้กวาดรางวัลสาขาต่าง ๆ จากสถาบันมากมายไปเพียบ อีกทั้งยังมีการต่อยอดนำมาสร้างเป็นละครภาคต่อ ในปี 2562 โดยผู้ผลิตเจ้าเก่า บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น แต่ไม่ดังเปรี้ยง! เหมือนภาคแรก

อาจเรียกว่าได้ว่า แรงเงาเป็นเงากระจกสะท้อนสังคมด้วยการนำเรื่องราวคาวโลกีย์ในวงราชการจริง ๆ มาตีแผ่ในรูปนวนิยาย ภาพยนตร์ และละคร ได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

คุณยุรชัฏ ชาติสุทธิชัย สื่อมวลชนท่านหนึ่งได้กล่าวถึงละครเรื่องนี้ขอตัดข้อความมาบางส่วนว่า ในหน่วยงานราชการก็จะมีหัวหน้าหน้าหม้อจ้องล่อเลขา หรือเด็กๆในออฟฟิศ นี่ก็มีจริงๆ เราก็เห็นข่าวหรือได้ยินข่าวกันอยู่บ่อยๆ เอาละครับของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก คุณผู้หญิงเองบางคนก็คอยงาบเจ้านายหรือหัวหน้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว บางคนเป็นไก่อ่อนไม่รู้เท่าทัน ถูกหลอก ของแบบนี้มันอยู่ที่จิตใจและศิลธรรมคุณธรรมในใจของแต่ละคนละครับ ว่าสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี จะละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่วได้สักแค่ไหน และสะกดคำว่าพอเป็นไหม

“สิ่งที่สะท้อนออกมาในละครอย่างแรงเงา คือ สังคมที่ขาดศีลธรรม สังคมที่หน้าไหว้หลังหลอก โกหกหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ครอบครัวที่ขาดความรักความอบอุ่น พ่อแม่ที่ทะเลาะเบาะแว้ง พ่อที่มัวเมาหาเวลาไปมั่วกิ๊ก แม่ที่ใช้ความรุนแรง ตามหึงตามตบตีเมียน้อย จนแทบไม่มีเวลาดูแลลูก ลูกคบเพื่อนผิดๆหันเหไปสู่อบายมุข และยาเสพติด สังคมและครอบครัวแบบนี้มีอยู่จริงในสังคมไทย

ล่าสุดก็ตอกย้ำความฉาวของวงการข้าราชการ มีข่าวเมื่อฝ่ายชายซึ่งเป็นนายทหารอากาศมีภรรยาแล้วเป็นคุณครูสอนที่กรุงเทพฯ ส่วนตนเองไปรับราชการจังหวัดทางภาคอิสาน ปรากฏว่าไปฝ่ายชายแอบบไปชอบพอกับแม่ค้านั่น ฝ่ายบ้านใหญ่รู้เรื่อง เมื่อเคลียร์กันไม่ได้ฝ่ายหญิงที่ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของสามี…งานนี้คงจบไม่สวยน

ทั้งนี้ในปี 2564 คณะรัฐมนตรี (ครม.)  ได้เคาะมาตรการฟันวินัยข้าราชการ “ชู้สาว-ล่วงละเมิด-คุกคามทางเพศ-ลวนลามออนไลน์” โทษไล่ออก เผยที่ผ่านมามาตรฐานลักลั่น ส่งผลขาดประสิทธิภาพ ล่าช้า เหตุผู้บริหารละเลย ขรก.ระดับสูงมีอิทธิพล เป็นอุปสรรคสอบข้อเท็จจริง ชี้ถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ติดตามเอาผิดมีสิทธิ์โดนด้วย สั่ง กพ.ประชุมร่วมองค์กรบริหารงานข้าราชการกำหนดเกณฑ์กลาง

                   วงการเมืองก็เซ็กซ์ฉาวใช่ย่อย

อย่างที่กลายเป็นข่าวคึกโครมในสื่อแฃนงต่าง ๆ เมื่อไม่นานมานี้กับ ทนายดังท่านหนึ่งออกมาพูดถึงอักษรย่อของอดีตนักการเมืองท่านหนึ่งที่มีดีกรีถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรี

มีแหล่งข่าววงในตั้งข้อสังเกตว่า บรรดาหน้าห้อง เลขาฯ ที่ปรึกษา หรือคณะทำงานใกล้ชิดของนักการเมืองระดับรัฐมนตรีบางคน ล้วนแต่เป็นสาวสวย ๆ ระดับดาราหรือนางงามกับแทบทั้งนั้น สวย ๆ ในหน่วยราชการบางคนรัฐมนตรีถึงกับสายตรงไปขอตัวจากหัวหน้าส่วนราชการให้มาเป็นเมียน้อย อุ๊ย! มาทำงานด้วย  เวลาไปไหนมาไหนเฝ้าเหมือนเงาตามตัว สมัยก่อนที่ยังไม่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก แบบว่ายกทีมกันเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น บางคนขนกันไปอยู่แบบฮาเร็ม เงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกคนนี้ร่ำรวย บางคนอวดร่ำอวดรวยผ่านโซเชี่ยลมีเดียเกินเหตุ กระทั่งถูกจับตามองจ้องจับผิด แบบนี้เรียกว่า “อยู่กันไม่เป็น”…กินในที่ลับ ไขในที่แจ้ง

ที่น่าตกใจเมื่อช่วงก่อตั้ง ”บางกอกทูเดย์” ในระยะแรก ๆ ได้เคยนำเสนอรัฐมนตรีชายใน ครม.สมัยนั้นมีเป็นเกย์ประมาณ 7-8 คน แต่ปรากฏมีโทรศัพท์สายตรงมาต่อว่าผู้บริหารถึง 13 คนเกินโควตาเสียอีกแหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า ตั้งข้อสังเกตให้ดี รัฐมนตรีกลุ่มนี้จะมีคนติดตามในหน้าที่ต่าง ๆ หน้าตาหล่อเหลาทุกคน ทั้งในเครื่องแบบทหารตำรวจ และพลเรือนทั่วไป บางคนทำเรื่องขอตัวจากส่วนราชการไม่ต่างจากกรณีผู้หญิงสวย ๆ บางคนเพิ่งเจอกันในงานแบบหล่อเพลินเกินห้ามใจ ก็ให้คนใกล้ชิดไปสะกิดขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ

แม้แต่ผู้สื่อข่าวหนุ่มหน้าตาที่อยู่ประจำทำเนียบรัฐบาลบางคนเป็นลูกรักของรัฐมนตรีเกย์บางคน มักจะได้ข่าวแบบเอ็กซ์คลูซีฟเหนือสื่ออื่นใดอยู่เรื่อย ๆ ผู้สื่อข่าวบางคนได้เงินเดือนเป็นค่าประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของรัฐมนตรีเกย์ด้วย เอาเข้าให้สิ

เมื่อช่วงที่มี ครม.สัญจร ขณะที่รัฐมนตรีร่วม ครม. ท่านอื่น ๆ นั่งเครื่องบินไป แต่รัฐมนตรีเกย์บางคนเอารถตู้ไป โดยในรถตู้หรือฮาเร็มเคลื่อนที่จะอุดมไปด้วยผู้ชายหล่อ ๆหน้าตาดีดีกรีนายแบบและพระเอกเลยก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่คนรขับรถตู้จะได้เงินตอบแทนมากเป็นพิเศษ ในฐานะผู้กุมความลับ

รัฐมนตรีเกย์บางคนมีฉายาเรียกกันไป อาทิ “คุณป้าบ้าเก้านิ้ว”(ต่ำกว่าเก้านิ้วไม่สน) , “เจ๊ป้าบ้าดารา” (ถึงขั้นทุ่มเงินซื้อพระเอกมาขัดจรวด),“คุณป้าหน้าผอง”(ออกงานต้องหน้าฉ่ำตลอด),“อาจารย์ป้าบ้าหานมโหรำ” (งานนี้ต้องใหญ่แน่นะวิ)

                        บันเทิงระเริงกาม “รักง่ายหน่ายเร็ว”

เรื่องฉาวคาวโลกีย์และชิงรักหักสวาทกับวงการบันเทิงต้องเรียกว่าเป็นสิ่งที่คู่กัน และเป็นประเด็นข่าวที่สื่อมวลชน ตลอดจนผู้คนทั่วไปให้ความสนใจกันเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นดาราบางคนบ่นน้อยใจว่า ทีข่าวแย่งผัวแย่งเมีย หรือแอบได้เสียกัน เป็นข่าวดังข่าวใหญ่ไปหลายวัน ยิ่งสมัยนี้อยู่ในยุคโลกออนไลน์ด้วย แปบเดียวรู้กันทั้งเมือง แต่ข่าวดาราทำดีหรือได้รับรางวัลกลับเป็นข่าวล้อมกรอบเล็ก ๆ วันเดียวก็ถูกลืมไม่มีการล้วง แคะ แกะ เกา ต่อยอดเหมือนประเภทข่าวฉาว

“ดาราแอบคบกัน” น่าจะเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ถ้าเป็นกรณีแอบคบกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็น “มือที่สาม” นี่สิ เป็นเรื่องใหญ่ ตามสืบยิ่งกว่าอะไร ทั้งชาวสื่อเอยชาวโซเชี่ยลมีเดียเอย อย่างกรณีศึกสองนางเอกต่างค่ายนางเอกฝ่ายหนึ่งมีผู้จัดการส่วนตัวค่อยเคียงข้าง กับไฮโซหนุ่มเจ้าเสน่ห์ สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโอละพ่อเข้าใจผิดกัน กระทั่งนางเอกฝ่ายหนึ่งออกมาขอโทษ เรื่องดราม่าจึงจบ แต่นักข่าวบางคนสนุกปากพูดไม่คิดออกรายการทีวี จึงทำให้เกินเลยความจริงไปนิด ทำเอานางเอกฝ่ายหนึ่งถึงกับควันออกหู สุดท้ายนักข่าวเกิดความรู้สึกผิดจึงต่อสายโทรศัพท์ไปขอโทษขอโพย เรื่องก็(น่าจะ)จบ ถ้าทุกฝ่ายมีจรรยาบรรณปัญหาทุกอย่างจะมีทางออกที่ดีเสมอ

แต่เรื่องมือที่สามจริง ๆ ก็มีจริง ๆ แย่งผัวมั่วเมียแบบ “ฉันรักผัวเขา”  “ผัวเขารักฉัน”  “ฉันรักเมียเขา” “เมียเขารักฉัน” ส่วนใหญ่จะเป็นที่ฝ่ายชายมากกว่า ดารา นักร้อง คือคนของประชาชน ใคร ๆก็รัก ใคร ๆก็ชอบ โดยเฉพาะแบบเชิงชู้สาว ดาราชาย นักร้องหนุ่มหลายคนหว่านเสน่ห์จนทำแฟนคลับหลงและท้องมาแล้ว แต่ในทางกลับกันแฟนคลับสาวบางคนก็เหลือเกินถึงกับไปเคาะห้อง(โรงแรม)ศิลปินดารา สุดท้ายก็บ้านแตก บ้านใหญ่ทนไม่ไหวจนต้องหอบลูกหนีไปอยู่ที่อื่น

จากมือที่สามก็เป็นเรื่องมั่วเซ็กซ์ในกองถ่าย ผู้กำกับฯชายกับนักแสดงหญิง นักแสดงชายกับนักแสดงหญิง มีการไปทำกิจกามต่อกันนอกรอบ นักแสดงหญิงบางคนยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อจะได้บทเด่น ๆ บางครั้งก็ถูกหลอกเสียตัวฟรี เพราะคนวางตัวนักแสดงคือ ผู้ลงทุน ผู้จัด เป็นส่วนใหญ่

อาบ อบ นวด กับศิลปินดาราชาย (แท้ๆ) ที่ชอบทำตัวเป็นเพลย์บอย มักเป็นของคู่กัน แม้จะดูเป็นธุรกิจ อาจไม่ผิดลูกผิดเมีย แต่อาจดูไม่งาม เพราะนวลนางบางคนเอาไปเมาท์กันสนุกปากเสีย ๆหาย ๆ อย่างพิธีกรนักแสดงดาวตลกชอบเลียเท้าและอมนิ้วเท้า พระเอกนักรักชอบซาดิสม์เวลาถึงอารมณ์ฟินบีบคอเกือบตาย พระเอกปลาไหลไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหนทำเอาช้ำและเขียวไปทั้งตัว

พระเอกเกย์ก็มี ซื้อบริการหนุ่มไปสนุกกันในรถ ที่ชอบแบบหมู่เราสามคนก็มี ล็อกสเปคเป็นเด็กนักเรียนขาสั้นก็มี แต่มีจ้อแม้ว่าต้องใส่ชุดนักเรียนมารับทุนการศึกษา

“แบล็คเมลฟีเวอร์”กลกามที่น่าเจ็บปวด    

ประเภทที่ไม่ใช่ผัวกันเมียกันหรือแฟนกันจงระวังตัวก็ให้ดี เพราะในยุคโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีแอพหรือโปรมแกรมมหัศจรรย์พันลึกมากมายได้กลายเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินของพวกไม่หวังดีคือพวก “มิจฉาชีพ” นี่แหละ

เมื่อไหร่ที่เจอกันผ่านโซเชี่ยลมีเดีย เมื่อไหร่ที่ซื้อกินแอบกิน เมื่อไหร่ที่รู้จักกันแบบผิวเผินหรือโดยบังเอิญ  เมื่อนั้นความหายนะกำลังจะมาเยือน

นี่คือจุดเริ่มต้นของมหกรรม “แบล็คเมล” คุณจะถูกตั้งกล้องแอบถ่าย คุณจะถูกแคปหรือก็อปข้อความ คุณจะถูกแอบบอัดคลิปเสียง ฯลฯ ไว้เพื่อทำการหักหลังเรียกเอาทรัพย์ ข่มขู่เอาเงิน นภายหลังจากที่เสร็จสิ้นกามกิจ เหมือนอย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆนี้ ของอดีตนางเอก โดยฝ่ายชายแอบตั้งกล้องอัดคลิปในขณะมีสัมพันธ์สวาทกับฝ่ายหญิงที่ซื้อหนุ่มมากิน จากนั้นมีการเรียกทรัพย์นับแสน ถ้าไม่ให้ก็จะโพสต์คลิปเผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดียทันที

อีกกรณีอุทาหรณ์หนึ่งคือ ทำเป็นขบวนการ โดยรู้จักกันผ่านโซเชี่ยลมีเดีย ฝ่ายเด็กนัดอีกฝ่ายมาที่บ้าน ขณะที่กำลังมีอะไรกัน ก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาโวยวายพร้อมกับถ่ายคลิปวิดีโอไว้ โดยผู้นั้นอ้างว่าเป็นผู้ปกครอง จะแจ้งตำรวจว่า ล่วงละเมิดทางเพศลูกของเขา แถมยังเป็นผู้เยาว์อีกด้วย ฝ่ายนั้นก็เต้นผาง อีกฝ่ายก็แสดงท่าทีไม่ยอม แต่สุดท้ายก็เรียกเงินค่าเสียหายหรือค่าปิดปากไป 1 แสนบาทถ้วน อีกฝ่ายมีไม่ถึงจึงตกลงกันที่ครี่งหนึ่งคือ 5 หมื่นบาท ก็ลบคลิปกันให้เห็นๆ แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะไปกู้คืนตบทรัพย์อีกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

ดังแล้วอย่าคิดว่าจะทำอะไรก็ได้

กรณีคุณครูชื่อดังและนักคอมเมนเตเตอร์รายการทีวีช่องหนึ่ง ที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายวัย 16 ปีกระทั่งนายตำรวจใหญ่ต้องบินไปทำและติดตามคดีกันที่ต่างจังหวัด

โดยสรุปเนื้อข่าวคร่าวๆ คือ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี เข้าแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวน สภ.จักราช จ.นครราชสีมา ว่า ถูกครู……พาไปกระทําอนาจาร ที่ห้องพักในพื้นที่ ต.ยายแย้มวัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ก.ย.65 ผู้เสียหายได้นัดหมายกับครู…… ว่าจะมารับที่บ้านในพื้นที่ อ.จักราช จ.นครราชสีมา เพื่อพาไปศึกษางานและจะหางานให้ทํา โดย ครู…..ขับรถมารับแล้วพาไปที่ห้องพักในพื้นที่ ต.ยายแย้มวัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ จากนั้นได้กระทําอนาจารโดยการกอดจูบ ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และพยายามซุกใบหน้าเข้าไปที่หว่างขา แต่ผู้เสียหายขัดขืน จึงไม่สามารถทําอะไรได้ และได้พาผู้เสียหายมาส่งที่บ้าน ต่อมาเหยื่อเกิดความกลัวและอับอาย จึงแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ และพาเข้าแจ้งความที่ สภ.จักราช….งานนี้ชื่อเสียงชื่อที่สร้างมาจะพังพินาศก็คราวนี้แหละ

หรือกรณีที่วัดใหญ่วัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พระชั้นผู้ใหญ่บางรูปที่เป็นชายแท้จะมีสีกาหน้าตาดีวนเวียนเข้ามาในกุฏิ หรือบางรูปที่เป็นเกย์ก็จะซื้อบริการจากหนุ่ม ๆ มาปรนเปรอกามกันถึงในกุฏิ จนเป็นเอือมระอาของญาติโยม แต่ดูเหมือนว่าน้ำท่วมปากพูดไม่ได้ ส่วนจะสาเหตุอะไรนั้น สักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏ…เพราะช้างตามทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด

อีกกรณีเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆร้อน ๆ ที่วัดในจังหวัดปราจีนหลวงตาวัยชราตุ๋ยสามเณรวัย 11 ปี ทั้งกลางวันกลางคืน เรื่องถึงผู้ปกครองเณร หลวงตาก็ใช้วิชาล่องหนหายตัวไปในบัดดล ขณะตำรวจตามตัวมาดำเนินคดีตามมาติด ๆ อีกวัดหนึ่งที่จังหวัดเพชรบูรณ์ก็มีพระลูกวัยวัย 48 ปี ส่งรูปอวัยวะเพศผ่านมาทาง Messengerให้สีกา จะรออะไรล่ะเรื่องก็ถึงนักข่าว

 

เรามาประหารกามกันเถอะ

บทสรุปส่งท้ายของเรื่อง “กามาสุดติ่ง” ขอนำข้อคิดจากหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า กามก็คือเพลิดเพลิน ความเพลิดเพลินในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในวัตถุธรรมทั้งหลาย มันชวนให้เราเพลิน ให้เราหลง ฉะนั้นการจะข้ามกาม พ้นจากอำนาจของกามได้ ก็ไม่ใช่ง่าย อย่างเรามีความใคร่ขึ้นมา เราก็เสพกามสนองความใคร่ไป เราไม่สามารถออกจากกามได้ กามนี้ยิ่งเราบริโภคมากเท่าไรเรายิ่งติด เมื่อก่อนมันมีทฤษฎี บางคนคิดว่าบริโภคกามให้เต็มที่ไปเลย แล้วจิตมันจะเบื่อ มีนะทฤษฎีอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะมั่วสุมจะอะไรต่ออะไรให้เต็มเหนี่ยวไปเลย แล้วกะว่าวันหนึ่งจิตจะเบื่อกาม

“พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องกาม บริโภคเท่าไรก็ไม่เบื่อหรอก มีแต่จะยิ่งติด เรื่องกาม เรื่องการนอนเรื่องอะไรพวกนี้มีอยู่ 2-3 เรื่อง เสพแล้วมันก็ติด เป็นของเสพติด เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่บอกเสพกามให้หนัก อย่างดูหนัง ฟังเพลง หาความสุขให้เต็มที่แล้ววันหนึ่งจะเบื่อ ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้ เพราะพอมันเบื่ออย่างนี้มันจะไปหาอย่างอื่น มันไม่เบื่อจริง มันไม่เหมือนวิธีของพระพุทธเจ้า แทนที่จะมัวตอบสนองกาม ท่านให้มาเรียนรู้ลงที่กายที่ใจนี้ ถ้าเราเห็นความจริงว่าร่างกายเราคือตัวทุกข์ จิตใจของเราคือตัวทุกข์ มันจะแสวงหากามไปเพื่ออะไร เพื่อสนองตัวทุกข์นี้หรือ”

ท่านยังกล่าวด้วยว่า พอมันไม่ได้รักกายรักใจ ไม่ได้ยึดถือในกายในใจนี้แล้ว ความดิ้นรนที่จะแสวงหากาม ดิ้นรนที่จะแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เพลิดเพลินพอใจ ก็จะไม่มี มันคล้ายๆ เราอยากได้เสื้อผ้าอย่างดี นุ่มๆ ดีมากๆ สวมใส่สบาย แพงแค่ไหนก็ยอมซื้อ คนในโลกเขามองอย่างนี้ หาเงินมากๆ ก็ไปซื้อเสื้อดีๆ ผ้าดีๆ มาใส่ จะได้นุ่มสบายตัว แต่ถ้าเราภาวนาเราจะรู้เลย กายนี้คือรังของโรค กายนี้คือตัวทุกข์ มันเหมือนเราเป็นแผล ร่างกายนี้เหมือนเรามีแผลอยู่ทั้งตัว เอาเสื้อผ้าอย่างดีมาสวมมาใส่ มันก็ไม่ได้มีความสุข มันก็ระคายเคืองอยู่ดี

ฉะนั้นถ้าเราเห็นกายนี้มีแต่ทุกข์แต่โทษ ความหลงใหลในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส มันก็จะลดลง ไม่รู้จะเสพไปทำไม เสพแล้วหวังว่าจะมีความสุข แต่เสพแล้วจริงๆ มันก็หนีความทุกข์ไม่พ้น เพราะฉะนั้นทางพ้นทุกข์ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้สนองกิเลส ไม่ได้ว่าเสพกามเยอะๆ แล้วจะพ้น แล้วก็ไม่ใช่กดข่มบังคับตัวเอง อยากกินไม่กิน อยากนอนไม่นอน อยากสบายก็นอนบนตะปูมันเสียเลย แต่ท่านให้ใช้ปัญญา มีสติ มีปัญญา มีสมาธิคือภาวะที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็มีสติระลึกลงไปในร่างกาย พอสติระลึกลงในกายด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง มันจะเห็นความจริงของกาย กายนี้ไม่ใช่ของดี กายนี้เต็มไปด้วยทุกข์ กายนี้เต็มไปด้วยโทษ ไม่น่าปรารถนา เพราะฉะนั้นความหลงใหลในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย มันจะลดลงเอง เพราะมันรู้ตัวที่เสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอะไรพวกนี้ ตัวมันเองนั่นล่ะทุกข์แสนทุกข์

“เพราะฉะนั้นถ้าเรามีปัญญารู้ทุกข์ เราก็จะละกามทั้งหลายได้ ละความหลงโลกได้ ที่เราหลงโลกๆ พูดไปอย่างนั้นล่ะ ที่จริงแล้วหลงในกาม หลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สัมผัสกายเรา เราหลงสิ่งเหล่านี้ เราก็เรียกหลงโลก เพราะฉะนั้นตัวกามคุณอารมณ์ทั้งหลาย เป็นเครื่องมือของมารที่จะผูกเราไว้ในโลก ไม่ให้หลุดออกไปหรอก ยิ่งเราคิดว่าเสพกามเยอะๆ แล้ว”

ภาพ : ไทยรัฐ,อินเทอร์เน็ต

Facebook Comments

Related post