Digiqole ad

กระทรวง อว. จับมือ เจเนเรชั่น (ไทย)-ไมโครซอฟท์ เดินหน้าช่วยสร้างงาน ลดช่องว่างทางสังคม ผ่านโครงการ “GenNX Model”

 กระทรวง อว. จับมือ เจเนเรชั่น (ไทย)-ไมโครซอฟท์ เดินหน้าช่วยสร้างงาน ลดช่องว่างทางสังคม ผ่านโครงการ “GenNX Model”

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ผนึกกำลัง กับ เจเนเรชั่น ประเทศไทย องค์กรระดับสากลเพื่อสังคม และ บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย  นำ GenNX Model โมเดลจัดการปัญหาการว่างงาน ด้วยการจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้ต้องการหางาน กับบริษัทหรือนายจ้าง ผ่านกระบวนการฝีกอบรมแบบเข้มข้น ช่วยแก้ปัญหาผลกระทบการว่างงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด

Advertisement
19ที่ยืดเยื้อยาวนาน กระทบต่อตลาดแรงงานไทย เกิดการว่างงานจากการเลิกจ้างสูงถึง 7 ล้านตำแหน่ง  และ การว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ ที่ 2 ใน 3 ของจำนวนบัณฑิตจบใหม่ 340,000 คนไม่มีงานทำ  เป็นผลมาจากความต้องการในตลาดแรงงานลดลง

ด้าน ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า สป.อว. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดยได้เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการผลิตบัณฑิตเป็นมุ่งเน้นการผลิตกำลังคนในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการณ์และตลาดแรงงานเน้นการสร้างกลไกให้เกิดการเรียนรู้รวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อม(ecosystem)และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้คนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาทักษะของตนได้ง่ายขึ้นและเพื่อให้ประเทศได้บรรลุถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น “GenNX Model ขององค์กรเจเนเรชั่น นับเป็นโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นโมเดลที่ช่วยในการพัฒนาทักษะให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อต่อยอดความรู้ และเปิดโอกาสให้ได้รับการจ้างงานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษา ก็ได้เข้ามามีโอกาสเรียนรู้ในกระบวนการทำงานของเจเนเรชั่น ในการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้สำหรับการสร้างและพัฒนากำลังคนของสถาบันอุดมศึกษาเองในอนาคต ขณะที่ภาคเอกชนก็จะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคนของประเทศให้ตรงกับความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ต่อไป ด้วยเหตุนี้ สปอว จึงได้ดำเนินการนำร่อง โดยนำโมเดลของ องค์กรเจเนเรชั่น ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาทักษะการทำงานผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นแบบเข้มข้นตามเพื่อการจ้างงานตามความต้องการและบริบทของประเทศไทย โดยได้มอบหมายให้ นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการดังกล่าว

 

นางสาวปุณยนุช พัธโนทัย ผู้บริหารองค์กรเจเนเรชั่น ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์และโครงสร้างธุรกิจหลายอย่างที่เปลี่ยนไปทำให้ภาครัฐ และภาคเอกชนมองหาโมเดล และนวัตกรรมใหม่ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับการยกระดับการพัฒนาทักษะของแรงงาน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงงานของบัณฑิตจบใหม่และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19  เจเนเรชั่น เป็นองค์ระดับสากลเพื่อสังคม ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนายจ้าง (Demand Led) ด้วยโมเดลนวัตกรรมใหม่ ที่ให้ผลสัมฤทธิ์ในการหางานในทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ เจเนเรชั่น เป็นองค์กรเพื่อสังคม โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น  และไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ไม่จำกัดเพศ และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เฉพาะในสายงานนั้นๆ จากประสบการณ์การทำงานด้านนโยบายพัฒนาการศึกษา มากว่า 10 ปี ทำให้มองเห็นปัญหาสังคมไทย ซึ่งหลายอย่างเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม การขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และทักษะในการทำงาน ตลอดจนถูกปิดกั้นเชิงระบบให้เข้าไม่ถึงตลาดแรงงาน  ที่ผ่านมา เจเนเรชั่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจว่าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในการแก้ปัญหาเชิงระบบด้านกำลังคน และแรงงาน ซึ่งต้องขอขอบคุณ กระทรวง อว. และ บริษัทไมโครซอฟท์ประเทศไทย และพาร์ทเนอร์ต่างๆ  ที่ให้การสนับสนุน โครงการในสายงานของเทคโนโลยี และสายงานด้านสาธารณสุข เพื่อเป็นโครงการนำร่องของประเทศ

 

“สำหรับองค์กรเจเนเรชั่น (Generation) ถือกำเนิดเมื่อปี 2558 เป็นองค์กรที่มีอยู่ทั่วโลก และประเทศไทยเป็นประเทศลำดับที่ 15  ซึ่งเป็นองค์กรที่แยกตัวออกมาจาก McKinsey & Company พันธกิจขององค์กร คือการพลิกโฉมการศึกษาให้เชื่อมโยงกับความต้องการและการจ้างงานในตลาดแรงงานอย่างแท้จริง  ด้วยโมเดล เป็นเหมือน one-stop service ในการจับคู่ (Matching)  ระหว่างผู้ต้องการหางานหรือผู้ว่างงานกับบริษัทหรือนายจ้าง ผ่านกระบวนการฝึกอบรมแบบเข้มข้น (Bootcamp) โดยใช้หลักสูตรอบรมระยะสั้นประมาณ 4-12 สัปดาห์ ในการฝึกอบรมทั้งด้านเทคนิคเฉพาะ ทักษะชีวิต และทักษะในการหางาน โดยมีหลักสูตรสำคัญ 30 หลักสูตร ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม  ได้แก่ 1) Customer Service & Sales 2) Digital & IT 3) Healthcare และ 4) Skilled Trades อย่างไรก็ดี จากสถิติพบว่าผู้เข้าร่วมโปรแกรมของเจเนเรชั่น 84% สามารถหางานได้ภายใน 3 เดือนหลังจากเข้ารับการฝึกอบรม มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าเฉลี่ย 84% และมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ปัจจุบันเจเนเรชั่น  มีการดำเนินงานใน 17 ประเทศทั่วโลก และมีผู้จบโครงการทั้งหมดกว่า 55,000 คน ปัจจุบันเจเนเรชั่น เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรด้านการฝึกอบรมและหางานให้กับผู้ว่างงานที่ใหญ่ที่สุดและโตเร็วที่สุดในโลก”

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกในระยะหลังได้ทำให้พันธกิจของไมโครซอฟท์ในการเสริมศักยภาพให้กับทุกคนและทุกองค์กรยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไปที่แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน โดยข้อมูลจาก LinkedIn และไมโครซอฟท์เองคาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมีตำแหน่งงานใหม่ที่ใช้ทักษะเชิงดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ข้อมูล คลาวด์ AI หรือความปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขึ้นมาถึง 139 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีที่จะให้การสนับสนุนกับเจเนเรชั่น ประเทศไทย ในฐานะอีกหนึ่งพันธมิตรบนเส้นทางสู่การเติมเต็มทักษะดิจิทัลให้คนไทย ซึ่งนอกจากการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และนำไปทดลองใช้จริงแล้ว ยังต่อยอดไปสู่โอกาสในการก้าวเข้าสู่สายงานไอทีได้โดยตรงจากโครงการนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็จะมีโอกาสได้เฟ้นหาบุคลากรหน้าใหม่ที่มีพร้อมทั้งทักษะ ทัศนคติ และความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปด้วยกัน

 

“ท้ายสุดนี้ ในส่วนของเป้าหมายองค์กรเจเนเรชั่น ประเทศไทย โดยในช่วงสองปีแรกนั้นองค์กรจะเน้นพัฒนาทักษะการทำงานแบบเข้มข้นและตรงกับความต้องการจ้างงาน ให้แก่ผู้ว่างงาน และนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาให้มีความพร้อมต่อการถูกจ้างงาน ตลอดจนบุคลากรในสถานประกอบการเพื่อยกระดับทักษะการทำงานที่ตรงกับความต้องการ จำนวนทั้งสิ้น 350 คน  รวมถึงฝึกอบรมวิทยากร (Trainer) ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรมเพื่อการจ้างงาน โดยคัดเลือกบุคลากรจากอาจารย์/นักวิจัยจากสถาบันการศึกษา และตัวแทนจากภาคเอกชน จำนวน 28 คน ในขณะเดียวกันก็จะพัฒนาศักยภาพให้กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยอย่างน้อย 2 แห่ง เพื่อส่งต่อหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาทักษะที่เข้มข้นของเจเนเรชั่นสำหรับการขยายผลให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่สนใจ (Delivery Partners) โดยจะเริ่มนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล และ Healthcare ซึ่งตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย และจะขยายไปในอุตสหากรรมอื่นๆในปีต่อๆไป โดยมีความตั้งใจที่จะขยายกลุ่มผู้เป้าหมายจำนวน 2,000-4,000 คน ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า”

 

Advertisement
Facebook Comments

Related post