Digiqole ad

กรมชลฯ เปิดรับฟังความเห็นพัฒนาลำน้ำยัง-ลำน้ำชีตอนล่าง สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำต้นทุนลดอุทกภัยกว่า 5 หมื่นไร่

 กรมชลฯ เปิดรับฟังความเห็นพัฒนาลำน้ำยัง-ลำน้ำชีตอนล่าง สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำต้นทุนลดอุทกภัยกว่า 5 หมื่นไร่
Social sharing
Digiqole ad

กรมชลฯ เปิดรับฟังความเห็นพัฒนาลำน้ำยังลำน้ำชีตอนล่าง สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำต้นทุนลดอุทกภัยกว่า 5 หมื่นไร่

กรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตาม“โครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยลำน้ำยังและลำน้ำชีตอนล่าง จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด”ระดมความเห็นทุกภาคส่วนเสนอแนวคิดสู่แผนพัฒนาโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร อุปโภค-บริโภค เปิดแผน 3 โครงการพัฒนา สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำต้นทนกว่า 22  ล้านลูกบาศก์เมตร บรรเทาอุทกภัย 56,000 ไร่ เพิ่มรายได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรมสื่อสัญจร และประชุมปัจฉิมนิเทศ “โครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยลำน้ำยังและลำน้ำชีตอนล่าง จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด” เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการ ฯ พร้อมทั้งนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมมาปรับปรุงและเพิ่มเติมในการศึกษาให้มีความครบถ้วนและสมบูรณ์ต่อไป พร้อมลงพื้นที่ลำน้ำยัง สำรวจประตูระบายน้ำกุดปลาเข็ง และพื้นที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านดงแจ้ง ซึ่งการพัฒนาโครงการมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและปัญหาการขาดแคลนน้ำควบคู่กันไป โดยการพิจารณาศักยภาพโครงการ การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน และการเข้าถึงแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อบรรเทา    การขาดแคลนน้ำทางด้านการเกษตร และด้านอุปโภค บริโภค

นายวิทยา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนในพื้นที่ลำน้ำยังและลำน้ำชีตอนล่าง ในจังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด ประสบปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมซ้ำซากและน้ำล้นตลิ่ง ผนังกั้นน้ำชำรุด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำยัง และบริเวณจุดบรรจบลำน้ำยังและแม่น้ำชี เกิดอุทกภัย จำนวน 7-15 ครั้งในรอบ 16 ปี ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชนได้รับความเสียหาย ขณะที่หน้าแล้งฝนทิ้งช่วง ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สำหรับใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุน

พื้นที่ศึกษาโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ลำน้ำยังและพื้นที่ลำน้ำชีตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด 34 อำเภอ ประกอบด้วย จัหวัดยโยธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมุกดาหาร ังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี โดยขั้นตอนการศึกษาจะเริ่มต้นจากการจัดทำโครงการตามแผนหลักเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย ซึ่งครอบคลุม 8 กลุ่มโครงการ และได้พิจารณาคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญสูงสุด  3 ลำดับแรกที่มีการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกันนายวิทยา กล่าว

ทั้งนี้โครงการที่ศึกษาความเหมาะสมมี 3 โครงการ ดังนี้

1) โครงการปรับปรุง/ขุดลอลำน้ำยัง โดยการขุดลอกลำน้ำยัง 2ช่วง รวมระยะทาง 46 กิโลเมตร เพื่อรักษาความจุลำน้ำไม่ให้น้อยกว่า 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และรื้อถอนฝายยางบ้านใหม่ชุมพรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมซ้ำซากบริเวณริมลำน้ำยัง และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในลำน้ำยังเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค

2) โครงการผันน้ำน้ำยัง ดำเนินการปรับปรุงแก้มลิงธรรมชาติ 9แห่ง และขุดลอกลำน้ำธรรมชาติ 1 สาย คือ ห้วยกุปลาเข็ง พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำสาขา 1 แห่ง คือ ประตูระบายน้ำห้วยวังยาง ปรับปรุงคลองระบายน้ำ 4 สาย ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำยัง 1 แห่ง คือ ประตูระน้ำบ้านดงแจ้ง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำยัง

3) โครงการแก้มลิงลุ่มต่ำน้ำนองถนนทางหลวง 2259 ดำเนินการก่อสรางประตูระบายน้ำคลองวังหลวงตัดถนน 2259 จำนวน 1 แห่ง พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งจะทำให้สามารถเก็บกักชะลอน้ำในช่วงเกิดอุทกภัยสำรับเป็นน้ำต้นทุนในการเพาะปลูกในพื้นที่แก้มลิง และยังสร้างความมั่นคงด้านแหล่งน้ำให้กับพื้นที่รับประโยชน์ด้านท้ายน้ำได้ต็มประสิทธิภาพ และยังช่วยทดระดับน้ำในคลองวังหลวงให้สูงขึ้นทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำต้นทุนได้สะดวกขึ้น

นายวิทยา กล่าวว่า หากดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 3 โครงการนี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในภาพรวมและช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร และอุปโภคบริโภค ด้วยความมั่นคงด้านแหล่งน้ำต้นทนที่เพิ่มขึ้นกว่า 22 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในอนาคตจะสามารถพัฒนาพื้นที่รับประโยชน์ใหม่ได้เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ   โดยใช้งบประมาณลงทุน 1,825ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570)

เมื่อโครงการดังกล่าวพัฒนาตามแผนจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 56,000 ไร่ คิดเป็นภาพรวมผลประโยชน์เฉลี่ยปีละประมาณ 70 ล้านบาท เพิ่มความมั่นคงด้านแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่เกษตรกรรมเดิมประมาณ 11,800 ไร่ และสามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ใหม่ได้ประมาณ 15,000 ไร่ คิดเป็นผลประโยชน์เฉลี่ยปีละประมาณ 150 ล้านบาท บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ให้กับระบบประปาหมู่บ้าน 9 แห่ง รวม25 หมู่บ้าน 2,273 ครัวเรือน โดยช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำประมาณ 0.1 ล้าน ลบ.ม./ปี คิดเป็นผลประโยชน์ เฉลี่ยปีละประมาณ 1.3 ล้านบาท

 

 

Facebook Comments

Related post