Skip to Content

มีกู ไม่จน พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ (ลายกนก)



ก่อนจะเริ่มเขียนเรื่องราวของ “พระกำแพงซุ้มกอ” ผมขอเรียบเรียงเรื่องราวของเมืองกำแพงเพชร ถิ่นกำเนิดพระพิมพ์นี้ ให้ท่านผู้อ่านได้รู้ถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองลูกหลวงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งจากหลักฐานทางโบราณวัตถุ-โบราณสถาน บอกให้รู้ได้ว่า เคยเป็นเมืองใหญ่ภายใต้การปกครองของขอมมาก่อน เช่นเดียวกับเมืองลพบุรี จนเมื่อในราวปีพ.ศ.๑๘๐๐ เมื่อชนชาวไทยของเราได้อพยพมาอาศัยอยู่รอบเขตกรุงสุโขทัย ภายใต้อำนาจขอมโดยมีผู้นำ ๒ ท่าน คือ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองตราด กับ พ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง กระทั่งเมื่อมีกำลังคนมากขึ้น จึงได้ร่วมมือกันยกพลเข้าต่อสู้กับชน

ชาวขอมที่มี สมาดโขลญลำพง เป็นแม่ทัพขอมรักษาเมืองอยู่ ทัพขอมซึ่งมีกำลังน้อยกว่าสู้ไม่ได้ต้องพ่ายสงครามหนีจากเมืองสุโขทัยไป พ่อขุนผาเมือง ได้อัญเชิญ พ่อขุนบางกลางท่าว ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ สถาปนาราชวงศ์พระร่วง ปกครองกรุงสุโขทัยในพระนาม พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์สืบมาได้ ๘ พระองค์ ถึงปีพ.ศ. ๑๙๘๑ จึงตกเป็นเมืองในปกครองของกรุงศรีอยุธยา ส่วนเมืองกำแพงเพชร เดิมเป็นเมืองบริวารของกรุงสุโขทัย ตั้งอยู่ทางฝั่ง

ตะวันตกของแม่น้ำปิง มีชื่อว่าเมือง “ชากังราว” ต่อมาในสมัยสมเด็จพระธรรมราชาลิไท ให้บูรณะเมืองที่อยู่คู่กันฝั่งตรงข้ามน้ำปิงขึ้นใหม่ให้ชื่อว่าเมือง “นครชุม” ด้วยมีวัดวาอารามใหญ่โต มีหลักฐานเป็นพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ให้รู้ว่าเป็นวัดที่สร้างเมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อมาเมื่อแม่น้ำเปลี่ยนสายทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ มีเกาะเกิดขึ้นหน้า “เมืองนครชุม” ทำให้เมืองที่เคยมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ต้องกลายเป็นเมืองในที่ดอนไป จึงจำเป็นต้อง

สร้างป้อมปราการกำแพงเมืองไว้ด้วยศิลาแลง ที่มีความแข็งแรงอย่างมาก ล้อมฝั่งเมืองชากังราวไว้ เพื่อป้องกันข้าศึก ให้สมญาว่า “กำแพงเพชร” ภายในเขตเมืองมีวัดวาอารามใหญ่โต สร้างติดต่อกันให้เห็นอยู่หลายวัด สันนิษฐานกันว่าเป็นวัดประจำองค์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย หรือไม่ก็เป็นวัดที่สร้างขึ้นตามแรงอธิษฐานที่บนบาลศาลกล่าวไว้ ด้วยวัดเล่านี้มีปรากฎเพียงพระอุโบสถกับพระเจดีย์ ไม่มีกุฏิพระให้เห็นอยู่เลย โบราณสถานทั้งหลายนี้ล้วนก่อสร้างด้วย

ศิลาแลงแบบเดียวกับโบราณสถานในเมืองศรีสัชนาลัย ที่มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงอยู่คู่กัน เท่าที่มีชื่อปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้ อาทิ วัดพระธาตุ วัดอาวาสใหญ่ วัดอาวาสน้อย วัดพระแก้ว วัดช้างล้อม วัดกะโลทัย วัดพระนอน วัดสี่อริยาบท วัดพระนอน วัดฤๅษี วัดพิกุล วัดซุ้มกอ และ วัดบรมธาตุ ซึ่งล้วนอยู่ในบริเวณลานทุ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์มาในอดีตดังมีชื่อเรียกว่า “ลานทุ่งเศรษฐี” และที่วัดบรมธาตุนี้ยังได้มีการค้นพบ “แผ่นลานเงินลานทอง” บอกประวัติการสร้างพระเครื่อง

เมืองนี้ไว้ว่า ณ ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิชัยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ มีฤๅษี ๑๑ ตน มีฤๅษีตาไฟ ฤๅษีตาวัว เป็นประธาน ปรึกษากันว่าจะสร้างเครื่องเงินทองฉลองพระองค์ด้วยฤทธาบารมีให้เป็นเมฆพัตรอุทุมพร มฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ ถวายแด่พระยาศรีธรรมาโศกราช และให้ฤๅษีทั้งปวงออกหาว่านยาอันมีฤทธิ์และเกสรดอกไม้มงคลให้ได้ครบอย่างละ ๑,๐๐๐ ชนิด เพื่อประดิษฐ์ไว้เป็นพระพิมพ์บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์สำหรับมนุษย์และสมณชี

พราหมณ์ ดังมีคำจารึกไว้ว่า “ถ้าผู้ใดได้พบให้ถวายพระพรแด่ผู้สร้าง แล้วจึงนำไปใช้ได้ตามอานุภาพเถิด.. “มีกูไว้ไม่จน” “เมืองกำแพงเพชร” จึงเป็นแหล่งกำเนิดพระพิมพ์เนื้อดินเผา ที่สูงค่าทั้งทางพุทธศิลป์-พุทธคุณ ที่มีชื่อเสียงสูงสุดขนาดได้รับการยกย่องจัดให้เป็นพระเครื่องสำคัญ ๑ ใน ๕ ของแผ่นดินที่ อ.ตรียัมปวายบัญญัตินามให้ไว้ว่าพระชุด “เบญจภาคี” ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกว่าต้องเป็นพระพิมพ์ที่ได้รับความนิยม มี

พุทธคุณปรากฏเป็นที่เลื่องลือ มีอายุความเก่า มีพุทธศิลป์เป็ญสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเราดังนี้
๑. พระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นพระศิลป์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
๒. พระนางพญา เป็นพระศิลปสมัยอยุธยา
๓. พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เป็นพระศิลป์สมัยสุโขทัย
๔. พระผงสุพรรณ เป็นพระศิลปสมัยอู่ทอง
๕. พระรอด เป็นพระศิลปสมัยหริภุญไชย
สำหรับพระกำแพงซุ้มกอ ซึ่งค้นพบพร้อมพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เป็นพระที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมจัดเข้าทำเนียบพระเบญจภาคีแทนกันได้ในยุคปัจจุบัน ด้วยมีรูปทรงองค์พระเข้ากันได้ดีกับพระชุดเฐญจภาคีมากกว่า แม้พุทธลักษณะในองค์พระจะเป็นศิลปสมัยเชียงแสนลังกาวงศ์ ก็ถือเป็นยุคสมัยแห่งความ

รุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในบ้านเมืองเราเมื่อสมัยสุโขทัย พุทธลักษณะของพระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผา กรอบทรงมีลักษณะอย่างเล็บมือคล้ายตัวอักษรก.ไก่ด้านหน้า ปรากฏองค์พระประทับนั่งปางสมาธิราบพระเพลา (ขา-ตัก) ขวาซ้อนอยู่เหนือพระเพลาซ้าย (กว้างจรดขอบองค์พระทั้งสองด้าน) แสดงออกถึงความมั่นคง พระวรกายล่ำสัน อวบอ้วนและมีความลึกมากเป็นพิเศษ การวางพระกรทั้งสองข้างมีลักษณะหักมุมดูเข้มแข็ง วง

พระพักตร์กลมป้อม ดวงพระเนตรนูนโปน อย่างที่เรียกว่า “ตาเนื้อ” พระเกศ เป็นปลีหรือดอกบัว ฐานรับองค์พระเป็นแบบ “บัวเล็บช้าง” เนื้อพระส่วนใหญ่เป็นดินกรองเนื้อละเอียดผสมว่านยาเกสรดอกไม้ ผ่านการเผา สีเนื้อมีทั้งเหลือง แดง เขียว ดำเช่นเดียวกับพระพิมพ์เนื้อดินเผาเมืองกำแพงทั่วไป ที่เป็นเนื้อชินเงินก็มี พบเพียงจำนวนน้อย ด้วยความเป็นพระเนื้อดินเผาที่มีความละเอียดอ่อน หนึบนุ่ม พระส่วนใหญ่ที่ค้นพบจึงมักมีรอยกระเทาะหลุดร่อนของผิวเนื้อเป็นชั้นๆ

ไม่มากก็น้อย ก็ด้วยเมื่อนำพระขึ้นจากกรุมักจะนำพระไปแช่น้ำ ทำการชำระล้างคราบกรุโดยขาดความรู้ ทำให้เนื้อพระที่ถูกบรรจุกรุอยู่กับความร้อนระอุมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี จึงปรับสภาพไม่ทัน เมื่อได้สัมผัสอากาศภายนอกที่มีความชื้นอย่างกระทันหัน ทำให้เกิดปฏิกริยาเนื้อพระร่อนชำรุดขึ้นดังกล่าว น้อยองค์นักที่จะคงสภาพความสมบูรณ์ดังเดิมไว้ได้

พิมพ์พระที่ค้นพบแยกตามลักษณะความแตกต่างในรายละเอียดและขนาดได้ ๕ พิมพ์ประกอบด้วย
๑. พระพิมพ์ใหญ่ แยกออกเป็น ๒ ชนิดคือ มีลายกนก และไม่มีลายกนก (ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสีเทาดำ หรือน้ำตาลแก่) เรียกกันว่า “พระซุ้มกอดำ“ ๒. พิมพ์กลาง ๓. พิมพ์เล็ก ๔. พิมพ์จิ๋ว ๕. พิมพ์ขนมเปี๊ยะ (พัดโบก) ซึ่งครั้งนี้ ผมได้นำภาพเฉพาะพระพิมพ์ใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาให้ชมกัน

สำหรับองค์ที่นำมาขึ้นปกนี้ เป็นองค์มีชื่อเสียงอยู่ในวงการว่าองค์ “เสี่ยดม” ซึ่งหมายถึง คุณอุดม กวัสราภรณ์ นักนิยมพระเครื่องระดับครูบาอาจารย์รุ่นเก่าของวงการพระเครื่อง ที่ครั้งหนึ่งผม “ภัทรพนธ์” ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์เจรจาซื้อขายเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่าย “เสี่ยดม” เสนอราคาขายไว้ที่ ๑๕ ล้านบาท ฝ่าย “เสี่ยป.” ฝ่ายซื้อขอต่อรองเหลือ ๑๒ ล้าน เรื่องจึงไม่จบ แต่ปัจจุบันยืนยันได้ว่า พระองค์นี้ได้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของไปเรียบร้อยแล้วครับ

เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว