‘สมคิด’ สอน ‘มาร์ค’ ต่างชาติมองไทยแย่
แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีการปาฐกถาพิเศษซึ่งเป็นงานถนัดที่สุด ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีการขยายตัวมากถึง 4.7% โดยอ้างตัวเลขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMFแต่สังคมโดยเฉพาะภาคธุรกิจยังไม่มีใครยอมเชื่อ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาเอง ขณะนี้เศรษฐกิจยังมีการผันผวน
อย่างรุนแรง มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก จนทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดวูบ แล้วจะเป็นไปได้เพียงใดที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่าเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤติแล้วนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ก็ได้มีการไปกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มองข้างหน้าเพื่ออนาคต ในมุมมองสมคิด”โดยมองว่า ประเทศไทย ยืนอยู่ในจุดที่พลิกผันง่าย ทำให้เมื่อมองไปข้างหน้าจึงเห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงดังนั้นไทยควรใช้โอกาสจากความร่วมมือ
ของอาเซียนที่เป็นศูนย์รวมการค้าเสรีเต็มรูปแบบ และใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาประเทศผ่านเวทีอาเซียน จะทำให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์ จากการเป็นศูนย์กลางอาหารของโลกอย่างไรก็ตาม ข้างหน้ายังมีหลายตัวแปรที่ไทยต้องให้ความสำคัญ และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะตัวแปรนี้จะกำหนดอนาคตประเทศไทย ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะหากเสียหาย ยากที่จะฟื้นฟู“ภาพของไทยในสายตาต่างชาติขณะนี้ มีแต่ความขัดแย้ง สังคมขาด
ระเบียบกฎเกณฑ์ ภาครัฐอ่อนแอขาดเสถียรภาพ และพร้อมปะทุความรุนแรงทุกเมื่อโดยเฉพาะความรุนแรงใน 4 จังหวัดภาคใต้ การปิดสนามบินการข่มขู่ ผู้บัญชาการทหารบก เหล่านี้ถูกมองเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่จะตามมาอีกในอนาคต เป็นเหตุทำให้เข้าใจว่ารัฐบาลบริหารไม่ได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เสถียรภาพ และความมั่นคงต่อเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ”นายสมคิด เห็นว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้รวดเร็ว เช่นกรณีมาบ
ตาพุด ที่เป็นปัญหาใหญ่ และอาจทำให้มีปัญหาอีกหลายอย่างตามมา ในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออก ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีแต่ไทยกลับละเลยเรื่องการสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาชนบท และไม่ได้สร้างความหลากหลายของภาคบริการให้เกิดขึ้นในประเทศนอกจากนี้ควรสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดในประเทศโดยเร่งแก้ปัญหาความยากจน และพัฒนาชนบท ที่ผ่านมาการพัฒนาของไทย เป็นการพัฒนาแบบรวมศูนย์กลางไม่
ได้พัฒนามาจากชนบท จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อีกทั้งต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า เช่น การจัดทำเว็บไซต์รวบรวมความรู้ทุกแขนงรวมถึงต้องเร่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้มีมิตรประเทศ สนับสนุนไทยในเวที G20
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว