สังคมอยากได้อะไร (ตอน 6)
นักการเมืองที่ดูว่าจะดีนั้นก็คงจะดีได้เฉพาะตัวเอง แต่จะไปชักชวนให้คนอื่นดีตาม ก็คงไม่กล้าที่จะทำ เพราะกลัวจะต้องตกจากเก้าอี้ จึงต้องทำตัวแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
นักการเมืองพันธุ์ใหม่...ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยและมีความเที่ยงธรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง...คงเป็นสิ่งที่สังคมอยากได้และเรียกร้องกันมานาน แต่ก็ยากที่จะพบเจอเพราะไม่มีข้อปฏิบัติใดที่จะนำพาไปสู่การพิสูจน์ให้ถึงความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมืองได้เลยมีเพียงการกล่าวหากันไปมาระหว่างหมู่นักการเมืองด้วยกันเองไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงการคอร์รัปชั่นโกงกิน การเรียกรับสินบน การรํ่ารวยผิดปกติเมื่อมีการกล่าวหา...ก็มีการออกกฎออกระเบียบมาป้องกันจะเห็นได้จากการป้องกันมิให้มีการใช้เงินซื้อเสียง การบอกให้ประชาชนไม่ขายเสียง การกำหนดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งมิให้เกิน 1.5 ล้านบาทกฎต่างๆ ที่ออกมาสามารถลดทอนการทุจริตในการเลือกตั้งได้หรือไม่แทบทุกคนคงตอบได้ทันทีว่า “ไม่ได้”เมื่อลดทอนไม่ได้...แล้วจะพยายามทำกันไปทำไม ทำเพื่อหลอกลวงสังคม ให้เห็นว่าทุกคนใช้เงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทเท่านั้นหรือเมื่อที่มาไม่สามารถทำให้สุจริตได้แล้วจะหวังให้นักการเมืองที่ได้เข้าสู่ตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไรดังนั้น นักการเมืองก็ยังคงเป็นแบบอย่างเดิม คือพันธุ์เก่าที่มุ่งหวังจะถอนทุนและกอบโกยกันต่อไปเรื่องความต้องการให้นักการเมืองมีวินัยก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สังคมอยากได้ เพราะวินัยของนักการเมืองในปัจจุบันนั้น แทบไม่มีการกำหนดไว้ให้ปฏิบัติกันเลยเมื่อเข้ามาเป็นนักการเมืองแล้วต่างคนก็ต่างทำวินัยที่กล่าวถึง...ควรเป็นกฎของการกระทำสำหรับนักการเมืองหรือภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า Code of conductนักการเมืองไทยแทบจะไม่ต้องมีไม่ต้องบอกว่า เมื่อเป็นนักการเมืองแล้วควรปฏิบัติอย่างไรวินัยในการทำงาน...เช่นการทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารต้องทำอย่างไร การทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติต้องทำอย่างไรไม่เคยมี จะมีก็เพียงแค่ข้อกำหนดในเรื่องจริยธรรมเท่านั้นวินัยที่ควรจะบอกว่า...นักการเมืองควรทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนแสนกว่าบาทนั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษาบทบาทอำนาจหน้าที่ในแต่ละด้านว่ามีอะไรบ้าง มีหน้าที่ต้องประชุมอย่างไร มีหน้าที่ต้องทำในฐานะกรรมาธิการอย่างไรหาใช่การเข้ามาแล้ว... ก็ทำหน้าที่
ประชุมไปตามเรื่องตามราวที่วิปจะคอยมาบอก ลงมติก็ตามแต่โผจะจัดมาให้ โดยไม่ต้องรู้ถึงเนื้อหาสาระของการประชุมว่าควรจะเป็นเช่นไรการทำหน้าที่ให้คุ้มกับเงินเดือนที่พบเห็นก็เป็นเพียงการเข้าประชุมให้ครบจำนวน การเข้าประชุมเพื่อรับเบี้ยประชุม การทำหน้าที่ด้วยการใช้เงินงบประมาณในส่วนที่ได้รับจัดสรรให้หมดไปการใช้เงินดังกล่าวก็ขาดวินัยในการใช้ เพราะในการเงินที่ได้รับจัดสรรมานั้นจะนำไปใช้ในการสัมมนาตามหัวข้อที่จะตั้งขึ้นมา แล้วก็จัดซื้อจัดหาอุปกรณ์และจัดหาอาหารมาประกอบการสัมมนาเท่านั้นการใช้เงินไปศึกษาดูงาน...ก็เป็นไปตามแต่ที่คณะกรรมาธิการต้องการว่าจะไปดูงานกันที่ไหน...ส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นปัจจัยแรกแล้วก็ทำเรื่องศึกษาดูงานเป็นปัจจัยรอง เนื้อหาสาระที่ได้กลับมาจึงไม่ทราบว่าคุ้มค่าหรือไม่?นอกจากนั้น...ยังมีเรื่องการไปศึกษาหาความรู้กันอีกด้วย วินัยเรื่องนี้ก็ไม่มีกำหนดไว้ ใครอยากไปศึกษาหลักสูตรอะไรก็สามารถทำได้ในบางครั้งก็พบว่า...นักการเมืองบางคนมีวินัยในการเรียนมากกว่าการทำหน้าที่เพราะนักการเมืองบางคนหาช่องทางที่จะไปศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ด้วยเหตุผลเพื่อใฝ่หาความรู้หรือเพื่อหาพรรคพวกเส้นสายก็มิทราบแต่ก็มักจะวิ่งรอกไปลงชื่อเข้าเรียนกับการลงชื่อประชุมกันเป็นประจำที่ต้องวิ่งไปวิ่งมา...ก็เพราะในการประชุมนั้นกำหนดไว้ว่าห้ามขาดเกินกว่า 4 ครั้งมิฉะนั้นอาจถูกถอดถอนได้และในการศึกษาตามหลักสูตรต่างๆก็กำหนดเวลาเข้าศึกษาไว้ว่า ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จึงจะได้ประกาศนียบัตรการกระทำซึ่งดูเหมือนจะไม่มีวินัยจึงเกิดขึ้นให้เห็นได้ นักการเมืองเหล่านี้จะสำนึกกันอย่างไร ระหว่างการเข้ามาทำหน้าที่กับประโยชน์ส่วนตนในการไปศึกษาเพื่อหาความรู้หรือหาเพื่อน...ก็แล้วแต่จะคิดกันในการใฝ่หาความรู้โดยเบียดบังเวลาการประชุมตามหน้าที่นั้น...ในบางครั้งก็ทราบว่า ได้พบปะกับเพื่อนใหม่ๆ ที่มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งสื่อบางคนที่จะได้มีประโยชน์ต่อกันในอนาคต
นอกจากความซื่อสัตย์สุจริต และวินัยที่กล่าวมาแล้ว...ก็ยังมีความเที่ยงธรรมอีกประการหนึ่งที่สังคมคงอยากได้จากนักการเมืองพันธุ์ใหม่ความเที่ยงธรรม เป็นคำที่เข้าใจได้ง่าย แต่คงปฏิบัติได้ยาก เพราะเมื่อนักการเมืองมีที่มาจากความไม่สุจริต หรือเป็นนักการเมืองที่ไม่มีวินัยกำกับไว้ความเที่ยงธรรมจะมีได้ก็เพียงคำพูดที่ออกจากปากเท่านั้น!แต่ความเที่ยงธรรมในการปฏิบัตินั้นอาจจะหาได้ยาก เพราะต่างคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันบ้างก็เป็นคนที่มีบุญคุณกันมาตั้งแต่การช่วยสนับสนุนในการเลือกตั้งบ้างก็เป็นคนที่เคยรู้จักเคยเป็นเพื่อนเรียนกันมา หรือได้มาคบค้าสมาคมกันในคราวที่ได้เป็นนักการเมืองด้วยกัน หรือรู้จักกันเมื่อได้มาเรียนหลักสูตรต่างๆ ด้วยกันความเที่ยงธรรมในการทำหน้าที่จึงอาจถูกเบี่ยงเบนไปได้ เมื่อความเที่ยงธรรมไม่สามารถปฏิบัติได้ความลำเอียงหรือการเลือกปฏิบัติก็จะตามมา จนกลายเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนทราบดีในคำว่า “สองมาตรฐาน”ทุกวันนี้นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่ควรมีความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยในการทำงาน มีความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่...คงเป็นสิ่งที่เรียกร้องจากสังคมแต่นักการเมืองพันธุ์เดิมซึ่งน่าจะมีอยู่ไม่น้อย...คงไม่ได้ยินหรือจะได้ยิน...แต่ก็ทำเป็นหูทวนลมหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะนักการเมืองบางส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังคงวนเวียนอยู่ในนํ้าครำเลือกใช้วิธีการเป็นนักการเมืองแบบหาประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้นจะหานักการเมืองที่พอจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้นั้นก็คงยากอยู่เหมือนกัน เพราะนักการเมืองที่ดูว่าจะเป็นคนดี ก็ยังต้องอาศัยนักการเมืองพันธุ์เก่า มาสนับสนุนคํ้าชูให้เข้ามามีตำแหน่งมีอำนาจผู้ที่อยู่ร่วมด้วยนั้นจะทำการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไร ก็คงไม่อยากเข้าไปขัดขวาง ยอมทำตัวเป็นพระในหมู่โจร ดีกว่าจะเป็นพระที่ไม่มีวัดอยู่สิ่งที่สังคมอยากได้ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก...เว้นเสียแต่ว่านักการเมืองจะได้มี “ดวงตาเห็นธรรม” กันไปเองกลับตัวกลับใจมาทำงานทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยมีความเที่ยงธรรมแต่ถ้าเอาแต่พรํ่าบอกออกมาโดยไม่ประพฤติปฏิบัติ สังคมก็คงต้องทนอยู่กับนักการเมืองเหล่านี้ต่อไปหรือถ้าไม่อยากทน ก็คงต้องออกมาแสดงความคิดความเห็นกันเพื่อเรียกหานักการเมืองพันธุ์ใหม่กันต่อไป
(โปรดติดตามตอนต่อไป)