สังคมอยากได้อะไร (ตอน 3)
การไหว้ที่บอกว่า ส.ส. เป็น “ท่าน” นั้น...คนที่ทำหนังสืออย่างนี้กำลังคิดว่า สถานะของบุคคลของข้าราชการในส่วนสภาผู้แทนราษฎรนั้นต่ำกว่าคนที่เป็น ส.ส. ใช่หรือไม่?
นักการเมืองที่ไหว้ประชาชน หรือ นักการเมืองที่ประชาชนต้องไหว้ ขึ้นปุจฉามาอย่างนี้...ก็เพราะมีข่าวหนึ่งที่เกิดในสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการทำบันทึกออกมาว่า...ให้ข้าราชการรัฐสภาต้องไหว้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในบันทึกข้อความที่เห็นจากข่าวต่าง ๆ หลายสื่อนั้น...เขียนคำว่า “ท่าน” ไว้หน้าคำว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก็ต้องนำมาถามหรือมาฟ้องประชาชนว่า...ตัวแทนปวงชนชาวไทยของเราคิดกันได้ขนาดนี้เชียวหรือแต่ก็คงเป็นกับบางคนเท่านั้น...เพราะมีหลายคนรีบออกมาปฏิเสธและปัดว่า ไม่มีความคิดความอ่านที่จะให้ข้าราชการในรัฐสภาในส่วนสภาผู้แทนราษฎร ต้องไหว้คนที่เป็น ส.ส. แต่อย่างใดเรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา...ก็เพราะวัฒนธรรมไทยนั้น ธรรมเนียมการไหว้ ถือเป็นเรื่องที่ดี ผู้น้อยจะไหว้ผู้ใหญ่ คนไทยจะกราบไหว้พระ คนไทยจะกราบถวายบังคมต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือการไหว้ตามธรรมเนียมทั่วไปที่เป็นการทักทายสวัสดี แบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน จนต่างชาติมองเห็นวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเรา แต่หาใช่การไหว้ในแบบที่ต้องออกคำสั่งกันเป็นตัวหนังสือไม่!เพราะลักษณะที่ทำเป็นบันทึกออกมานั้น แสดงถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม แสดงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีเกียรติมีศักดิ์เหนือกว่าข้าราชการในสภา
ซึ่งน่าจะขัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 4มาตรา 4 บัญญัติว่า...ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองนอกจากสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งมีกันหลายมาตราแล้ว รัฐธรรมนูญฯ 2550 ยังรับรองเรื่องความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไว้ในมาตรา 30 วรรคสาม ด้วย“การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง จะกระทำมิได้”ดังนั้น...การที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีบันทึกดังกล่าวออกมา โดยอ้างว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนบอกว่า ข้าราชการในสภาไม่ไหว้คนที่เป็น ส.ส. ฟังจากข่าวแล้วก็งงครับ...ถ้าคนที่เป็น ส.ส. บางคนพูดออกมาได้เช่นนี้ เพราะเท่ากับว่า ส.ส. คนนั้นยังไม่เข้าใจในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเลย แล้วจะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่ดีที่คอยออกกฎหมายได้อย่างไรแค่คิดก็ผิดรัฐธรรมนูญแล้วครับ แต่ถึงกับทำเป็นหนังสือออกมา ก็คงต้องตำหนิติติงกันไว้หน่อย ที่สำคัญธรรมเนียมการไหว้นั้น เป็นวัฒนธรรมที่ดี ที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกันแต่ถ้าให้ไหว้เพราะฝ่ายหนึ่งมองว่ามีศักดิ์และเกียรติที่สูงกว่า...จึงอยากให้ผู้อื่นไหว้ตนนั้น โดยไม่พูดถึงว่าตัวเองจะสมควรแก่การไหว้หรือไม่ หรือเคยรับไหว้ตอบด้วยดีหรือไม่
คงจะเป็นคนที่มีมานะมากไปหน่อย มานะในทางพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นการถือตัว หรือเป็นการหยิ่งผยอง (Pride) ในทางศาสนาอื่นก็ได้ การมีมานะหรือการถือตัวนั้น นับเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นเหตุแห่งอกุศลอย่างหนึ่งทีเดียวคำถามที่ว่า...สังคมอยากได้นักการเมืองที่ไหว้ประชาชน หรือ นักการเมืองที่ประชาชนต้องไหว้ จึงมีลักษณะที่ตอบได้ทั้งสองทาง คือ ต่างฝ่ายต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกันนักการเมืองที่ดีก็คงจะไม่มีใครออกมาบอกให้คนอื่นทำความเคารพตัวเอง เพราะเรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ใจ ประชาชนหรือข้าราชการที่พบเห็น ส.ส. ที่เขาเคารพ พี่น้องก็คงจะยกมือไหว้สวัสดีกันโดยไม่ต้องให้ใครมาคอยบอกคอยเตือนแต่พี่น้องคงจะพบเห็นอยู่บ้างพอสมควรทีเดียว...สำหรับนักการเมืองที่มาไหว้ประชาชนเฉพาะในยามที่ ออกมาหาเสียง เมื่อได้เป็นนักการเมืองสมใจอยากแล้ว...พวกนี้อาจจะทำตัวเป็นนายประชาชนได้ในภายหลังนักการเมืองบางพวกจึงหลงใหลได้ปลื้มกับคำเรียกขานที่มีคำว่า “ท่าน” นำหน้า...จนลืมตัวคิดว่ามีเกียรติและศักดิ์ขึ้นมาจริง ๆ และเกิดความรู้สึกหยิ่งผยองที่อยากได้การไหว้จากบุคคลอื่นถ้านักการเมืองคนใดมีความรู้สึกเช่นนี้ บอกตรง ๆ สำหรับผมรู้สึกสมเพชครับ ที่ยศถาบรรดาศักดิ์ทำให้คนเหล่านี้หลงผิด เพราะการได้เป็นนักการเมืองนั้น คนเหล่านี้เป็นเพียงตัวแทนของประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่เท่านั้น ประชาชนไม่ได้เลือกนักการเมืองให้มาเป็น “นาย” เป็น “ท่าน” อย่างที่กล่าวเรียกขานกันในสภา อีกทั้งมิได้หมายความว่า...คนที่ได้เป็นนักการเมืองแล้วจะกลายเป็นคนที่ประชาชนยอมรับนับถือทันทีความประพฤติปฏิบัติต่างหากที่จะทำให้พี่น้องประชาชนยอมรับนับถือ หาใช่คำนำหน้า หรือตำแหน่งใด ๆ หรือแม้กระทั่งสูทราคาแพง รถคันโต หรือบริวารที่เดินตามไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ นักการเมืองเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเอง!
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนในสังคมอยากได้จากนักการเมือง ก็คงเป็นนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ ทำงานให้กับส่วนรวม ทำตัวเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นตัวแทนเฉพาะเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถ้านักการเมืองปฏิบัติตัวได้ดี ข้าราชการในสภาผู้แทนราษฎร ที่พบเห็นแล้วก็อยากสวัสดีและให้ความเคารพในสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเพื่อพี่น้องประชาชนและนักการเมืองที่ดีก็จะต้องรู้จักถ่อมตน รับไหว้อย่างจริงใจ จากการทักทายหรือการสวัสดีของประชาชน เฉกเช่นกัน มิใช่ร้องเรียกหาแต่ให้คนอื่นมาทำความเคารพตัวเองเท่านั้นการไหว้ตอบจากนักการเมืองนั้น...บางครั้งที่พบเห็นก็ทำเสมือนจะเสียมิได้ ยกมือรับไหว้แบบขอไปที กระดกมือขึ้นมาแบบคนไหว้อยู่ทาง ยกมือไปอีกทางก็มี แล้วอย่างนี้จะให้คนเขาเคารพนับถือได้อย่างไรหรือคิดเพียงว่า...เมื่อถึงฤดูเลือกตั้งเมื่อใดก็คอยไปหัดไหว้หัดสวัสดีพี่น้องในเขตเลือกตั้งที่ตนลงสมัครเท่านั้นก็พอ เพราะเป็นการไหว้ที่หวังผลประโยชน์ และเป็นการไหว้ขอเสียง โดยมีสินน้ำใจติดไปกับการไหว้ด้วยแล้วเรียกว่า...ยามที่อยากเป็นนักการเมืองก็นอบน้อมถ่อมตน พอได้สมใจอยากก็กลายตัวเป็น “คางคกขึ้นวอ” และคิดว่าที่เคยไหว้นั้น ก็ตอบแทนพี่น้องด้วยเงินทองที่จ่ายให้ในการหาเสียงไปหมดสิ้นแล้วแบบนี้สังคมคงไม่อยากได้ เมื่อไม่อยากได้ ก็คงต้องให้บทเรียนสั่งสอนบุคคลใด ๆ ที่อยากจะมาเป็นนายของประชาชน ในคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป ดีไหมครับ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)